Traveling

Where is collect my journey

Name: Teddy L
Location: Bangkok, Thailand

I'm Thai live and working in Bangkok

Saturday, September 27, 2008

เรื่องเที่ยวอีกแล้วครับท่าน แต่คราวนี้งดไปเมืองนอก แต่ไปทำบุญ

เรื่องเที่ยวอีกแล้วครับท่าน

ปรกติทุกปีผมจะมีเวลาในช่วงเดือนตุลาคม ที่ผมเลือกที่จะหยุดพักร้อนแล้วไปเที่ยว สองปีที่ผ่านมาผมไปลาว ไปเขมร ไปเมืองนอกประเทศเพื่อนบ้าน แต่ว่าปีนี้ผมว่าจะไม่ไปไหน อาจจะเป็นเที่ยวใกล้ๆเช่น สุพรรณบุรี จริงๆแล้วผมมีนัดกับเพื่อนๆว่าจะขี่รถไปบริจาคของกันที่ อ.ดอนเจดีย์จังหวัดสุพรรณบุรีตอนปลายเดือนตุลาคม แต่ผมว่าจะไปก่อน แล้วเที่ยวก่อน เพราะว่าจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ผมรู้จักน้อยมาก เลยอยากที่จะไปใช้ชีวิต ดูธรรมชาติที่นั่น แต่ก็อีกนั่นแหละ ช่วงนี้น้ำท่วม ไม่รู้จะได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

โครงการนี้เป็นโครงการกับกลุ่มเพื่อนๆที่เวบ spsuzuki.com ที่จะรวบรวมกำลังกันไปช่วยโรงเรียน ที่ทางโรงเรียนค่อนข้างขาดแคลนครับ ตอนนี้อยากได้โต้ะปิงปอง และ อุปกรณ์การเรียนการสอนครับ โรงเรียนที่เราจะไปอยู่ที่ อ.ดอนเจดีย์ จังหวัด สุพรรณบุรีครับ โดยเราจะขี่รถมอเตอร์ไซค์กันไปครับ

รายละเอียดตามนี้ครับ

ข้อมูลจาก http://www.spsuzuki.com/Community/Thai/Board/View.asp?id=7666

โรงเรียน บ้านโคกหม้อ ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์จ.สุพรรณบุรี

ต้องการหนังสือเรียน หนังสือการ์ตูน สมุด ดินสอ และ อุปกรณ์กีฬาครับ

ใครสนใจบริจาค ติดต่อผ่านมาที่ผมก็ได้ครับ หรือว่าติดต่อโดยตรงไปที่ลิงค์ก็ได้ครับ

มันต้องสนุกแน่ๆเลย ไว้ได้ไปแล้วจะเล่าให้ฟัง ตอนนี้ไปทำงานก่อนนะครับ

รูปยืมมาจาก http://www.spsuzuki.com

Wednesday, July 23, 2008

เชียงใหม่ ปาย ภาคจบ

มาเล่าต่อจากคราวที่แล้ว นัดเจอน้องที่นั่งรถขึ้นมาจากกรุงเทพ แล้วก็นัดเจอเพื่อนอีกสองคนที่มาก่อนหน้าแล้ว หลังจากกินอาหารเช้า แล้วก็เก็บของลงมาเจอเพื่อนตรงล็อบบี้ ก็คิดว่าจะไปปายยังไงดี สรุปได้ว่า เดี๋ยวจะไปเช่ารถแล้วขับกันไป แต่ว่าจะไปกินข้าวกลางวันกันก่อนแล้วส่งเพื่อนอีกคนที่จะกลับกรุงเทพไฟท์บ่ายสอง การบินไทย แต่แรกเพื่อนอีกคนจะอยู่เชียงใหม่ต่อ แต่ว่าหลังจากกินข้าวสรุปว่าเราสามคนจะเดินทางไปปายด้วยกัน และผมนึกขึ้นได้ว่าจะพาเพื่อนอีกคนที่อยู่เชียงใหม่ไปเที่ยวด้วยกัน ก็เลยโทรไปแล้วก็นัดเจอก่อนที่รถวีออสเกียร์ออโต้ มุ่งหน้าออกจากเชียงใหม่ ผ่าน อ.แม่ริม มุ่งหน้าไปแม่แตง ก่อนที่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 1095 ไปอ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จากคราวที่แล้ว ขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านทางนี้ไปแล้ว คราวนี้เป็นรถเก๋งครับ สี่ชีวิตมุ่งหน้าสู่ปาย โดยที่ผมทำหน้าที่เป็นกัปตัน เมฆขลาแอร์ พาผู้โดยสารขึ้นเขา ผ่านสารพัดโค้ง ก่อนถึงห้วยน้ำดังเล็กน้อย ปรากฏว่าอีกสามชีวิต ที่ไม่เคยเมารถ ขอให้หยุดรถเพื่ออาเจียร ฮ่าๆๆๆ เมฆขลาแอร์ทริปเชียงใหม่ปาย ทำเอาผู้โดยสารเสียชื่อกันไปแถบ แต่ผมไม่เมาหรอก ผมคนขับนี่ แบบว่าทิ้งโค้งเร็วไปหน่อย วิ่งสุดๆเลย แบบว่ากลัวไปถึงปายดึก

เราแวะกันที่ห้วยน้ำดังเพื่อถ่ายรูป ที่ห้วยน้ำดัง อากาศเย็น น่าพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ทิวทัศย์ก็สวยงามมาก ยังคิดว่าจะหาเวลามากางเต้นท์นอนกันที่นี่สักหนเลย จากห้วยน้ำดังไปปายก็อีกไม่เท่าไหร่ก็ปายแล้ว แต่ว่าตอนที่ออกมาพระอาทิตย์เริ่มเหนื่อยแล้วครับ จากห้วยน้ำดังไม่กล้าวิ่งเร็วมากกลัวผู้โดยสารจะอ้วกกันอีกรอบ และแล้ว สี่ชีวิตก็ถึงปายครับ ไม่นับช่วงเวลาหยุดพักที่ห้วยน้ำดัง ผมขับรถไม่ถึงสามชั่วโมงเลย ทั้งที่เค้าวิ่งกันสี่ชั่วโมง เราก็ว่าจะเลือกโรงแรมก่อน แต่ว่าขับรถวนไปมา เจอที่สวยแต่ว่าก็แพงอีกอย่างมืดแล้ว ก็เลยไปดูที่บ้านตะวัน ที่ที่ผมคุ้นเคย ผมพักที่นี่หลายครั้งแล้วครับ ที่นี่เจ้าของน่ารัก บรรยากาศก็โอเค แต่ไม่รู้ทำไมหลังๆนี่ชื่อเสียงไม่ค่อยดีครับ หลังจากอาบน้ำเพื่อความสดชื่นกันแล้วก็ออกไปหาอะไรกินกันในตลาดครับ ตลาดกลางคืน ที่นี่ก็ยังคึกคักเหมือนเดิมครับ แต่ว่าครั้งนี้คนไทยเยอะมากครับ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ผมไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ดึกแล้วกลับมานอนดีกว่า แทนที่จะออกไปตะลอนราตรี

รุ่งเช้า ตื่นมาแต่เช้า เดินมากินโจ๊กในตลาดครับ ปรากฏว่า คนขายเป็นคนนครปฐมครับ ตลกดี มากินโจ๊กนครปฐมไกลถึงแม่ฮ่องสอนแน่ะ เดินกลับจากร้านโจ๊ก อีกสามชีวิตยังไม่ตื่นเลยครับ หลังจากขุด สามคนนั้นออกจากเตียงได้ ก็สายแล้วครับ อาบน้ำเก็บข้าวของก่อนออกจากบ้านตะวัน มุ่งหน้าไปที่วัด น้ำฮู เพื่อไปเอาโทรศัพท์ที่ลืมไว้คราวก่อน ถึงวัดก็แวะหาหลวงพ่อที่เก็บไว้ให้ครับ หลวงพ่อท่านใจดีมากๆเลย ออกจากวัด ก็ไปหมู่บ้านจีนที่อยู่เหนือขึ้นไปครับ แวะเยี่ยมชมหมู่บ้านและโครงการที่พักบ้านดินที่เค้าเริ่มทำกันเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับนักท่องเที่ยวครับ แวะซื้อชาและถ้วยชากลับมาสองใบครับ แล้วก็มุ่งหน้ากลับเชียงใหม่ครับ คราวนี้เมฆขลาแอร์ต้องวิ่งเบาๆหน่อยครับ แบบว่ากลัวผู้โดยสารอ้วกกันหมดรถอีก กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็เที่ยงแล้วครับ ต้องเอารถไปคืน ไม่งั้นจะโดนอีกวันครับ โดนปรับไปหนึ่งชั่วโมงเนื่องจากส่งช้า แวะไปอาเขตให้น้องจองตั๋วรถกลับกรุงเทพ แล้วก็เอาไปรไปคืน

ผมเอาของไปฝากห้องเพื่อน เพื่อนอีกคนไปสนามบิน เช็คอิน แล้วก็นัดเจอกันที่ เซ็นทรัลแอร์พอท คราวนี้แปลกครับมาเชียงใหม่ แต่ว่ามากิน บุฟเฟ่สุกี้ที่ฮ้อตพอทครับ เสร็จก็เย็นแล้ว ผมกลับมาห้องเพื่อน น้องก็ไปขึ้นรถกลับกรุงเทพ เพื่อนอีกคนแวะไป ถนนคนเดินก่อน หลังจากที่ผมซื้อของฝากที่ตลาดต้นพยอม แล้วก็ออกมาเดินเล่นถนนคนเดิน คราวนี้ผมกลับเครื่องซึ่งออกสี่ทุ่มกว่าครับ แต่ปรากฏว่ามาเจอเพื่อนที่ตลาดมืดอีกรอบ ยังไม่จบครับ หลังจากที่ผมเดินถนนคนเดิน ไม่ได้ซื้ออะไรเลย มาเช็คอินที่สนามบิน ปรากฏว่าไฟล์ก่อนหน้าผมที่สมควรออกไปแล้ว กลับดีเลย์ ทำให้มาเจอเพื่อนอีกรอบที่สนามบินครับ และแล้วเราก็กลับเกือบพร้อมกันคื่อสี่ทุ่มกว่าครับ แต่คนละลำกันครับ กว่าจะถึงบ้านก็เที่ยงคืนไปแล้วครับ แต่ทริปนี้สนุกดีครับ จบแล้วครับ

Friday, May 16, 2008

เชียงใหม่ ปาย มาแล้ว

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ไปพักผ่อนสมองที่เชียงใหม่ ทริปนี้หาได้แปลนเป็นเวลานานแต่อย่างไร อยากไปก็จองตั๋วเลย ตอนแรกจะไปกับ ทีจี แต่สรุปว่าได้นั่งน้องนกเอ็กซ์แอลไปครับ ออกจากดอนเมืองบ่ายกว่าๆ บ่ายแก่ๆก็ถึงเชียงใหม่แล้ว ไปบ่ายวันศุกร์ จองที่พักไว้ที่ในคูเมืองเลยครับงานนี้ เปิดจากในเน็ทนี่แหละ แล้วก็โทรไปจองครับ เจ็ดร้อยบาท รวมอาหารเช้าครับ โรงแรมพิงค์บุรีครับ อยู่ตรงประตูสวนดอกครับ ติดถนนอารักษ์เลยครับ เดินทางไม่ยาก นั่งรถแดงจากสนามบินมา ห้าสิบบาทแน่ะ จริงๆแล้วมันหน่อยเดียว แต่ว่าก็ให้เค้าไปเหอะ เพราะว่าเดี๋ยวเช็คอินเสร็จก็ว่าจะไปเช่ารถแถวประตูท่าแพครับ ผมไม่ค่อยชอบให้รถแดงรีดไถเท่าไหร่ จริงๆแล้วถ้าราคาสมเหตุสมผล ไม่ใช่จ้องแต่จะรีดเงินจากนักท่องเที่ยว ผมคงใช้บริการรถแดงแทนที่จะไปเช่ารถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ พาหนะที่คล่องตัวที่สุดในเมืองเชียงใหม่ จริงๆแล้วครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของปีนี้แล้วที่ผมได้มาเชียงใหม่ ตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ผมได้มารอบหนึ่งแล้วกับที่ทำงานเนื่องจากเรามีประชุมกันที่ เบลวิลล่า หางดงครับ ไหนจะพูดเรื่องทริปที่แล้ว เลยอยากเล่าซะหน่อยว่าเป็นอย่างไร ก่อนที่จะมาต่อในส่วนของทริปนี้

ณ.สนามบินเชียงใหม่ วันที่ 28 มกราคม 2551 ผมนั่งรอรถมารับไปรีสอร์ทที่หางดง หลังจากเครื่องไฟล์แรกของวันลง ตามที่นัดหมายไว้จะมีคนมารับแต่ว่า เค้ามารับช้า ลางไม่ดีตั้งแต่วันแรกเลย ผมต้องมาก่อนคนอื่นเพื่อมาเตรียมความเรียบร้อยในการประชุมของพนักงานทั้งบริษัท จากข้อมูลที่ได้รับมา ผมมาแค่ตรวจความเรียบร้อย เพราะว่าโรงแรมจะเตรียมไว้ แต่ปรากฏว่า ผมต้องมาจัดการ สั่งงานเองเกือบทั้งหมด แต่ในที่สุดก็ผ่านไปด้วยดี ข้ามเรื่องงานเรื่องประชุมไปเลยดีกว่า คืนสุดท้ายที่เบลวิลล่าที่หางดง เรามีปาร์ตี้กันสนุกสุดเวียง แต่ที่ผมประทับใจที่สุด คงจะเป็นเรื่องวงดนตรีพื้นเมืองที่เอาเพลงโดราเอมอนมาแปลกใส่เนื้อร้องคำเมืองที่ออกมาได้ดีมากๆ จริงๆแล้วหลังจากวันนั้นเรายังไม่ได้กลับกรุงเทพกันครับ เพราะว่าเรามีนัดที่จะไปช่วยซ่อมโรงเรียนให้ที่ อ.สะเมิงกันต่อ ไม่อยากจะเชื่อเลย อ.ใกล้ๆกับอ.เมือง แถมเป็นจังหวัดที่ใหญ่ๆอย่างเชียงใหม่ที่มีความเจริญเทียบเท่ากรุงเทพ จะยังมีโรงเรียน และ หมู่บ้านเล็กๆ ที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่อีกมากเลยครับ หลังจากที่เราทำภาระกิจกันเป็นที่เรียบร้อย เราก็กลับมากินข้าวกันที่ร้านข้าวเม่า ข้าวฟ่าง บรรยากาศร้านดีมาก อาหารก็พอใช้ได้ครับ ไม่ถึงกับเลวร้ายอะไรเท่าไหร่ หลังจากนั้นเราก็ไปพักกันที่ holiday inn ครับ จะเห็นได้ว่าบริษัทจ่ายจะนอนห้าดาวครับ แต่ว่าถ้าจ่ายเองจะนอน เกสต์เฮ้าครับ ทริปนี้ผมวางแผนเที่ยวต่อครับ ผมเลยพักต่ออีกสองวันครับ ที่บ้ายอ้ายหล้าเกสต์เฮ้าครับ คืนละห้าร้อยบาทเท่านั้นเอง อยู่แถวสันติธรรมครับ

ผมเช่ารถมอเตอร์ไซค์โดยติดต่อที่เกสต์เฮ้า เค้าก็ใจดีจัดการมาให้ครับ วันละสองร้อยครับ เลยได้พาหนะร่อนรอบเมืองแล้วเรา กลางคืนไม่ค่อยได้ไปไหน นอกจากไปกินนมที่นิมมาณเหมินต์ กับ ไปไนท์บาซ่าครับแล้วก็กลับไปนอนครับ รุ่งขึ้นครับ ไม่รู้ไปไหนดี ก็เลยเกิดอาการเปรี้ยวครับ ขี่รถฮอนด้าเวฟ 125 สีส้ม มุ่งหน้าแม่ริมครับ ผ่านอ.แม่ริม ถึงแม่มาลัย เลี้ยวซ้าย เข้าสาย 1095 โดยจุดมุ่งหมายวันนี้คือ ปาย อ.หนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ เป็นกิ่งกลางระหว่างเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอนบนถนนสาย 1095 เลี้ยวมาได้สักพัก อยากกินกาแฟมากๆ เลยแวะที่ร้านกาแฟครับ จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว อยู่ตรงปากทางเข้าน้ำตกหมอกฟ้า และลูกสาวเจ้าของร้านสวยครับ ไหนๆก็ผ่านแล้ว เลยคิดว่าแวะดูน้ำตกหน่อยก็ดีครับ เลยขี่รถเข้าไป เสียค่าธรรมเนียมคนกับยานพาหนะ แล้วก็ไปถ่ายรูปน้ำตกสวยๆครับ ใครได้ไปดูรูปใน Gallery ผมจะเห็นครับ ว่าเป็นน้ำตกที่ไม่ใหญ่มากแต่ว่าสวยงามใช้ได้เลยทีเดียว ผมไปปลายหนาว กำลังจะแล้งแล้วนะนี่ แต่ก็ยังมีสายน้ำเป็นฉ่ำน่าเล่นมาก อยากที่แก้ผ้าลงไปเล่นเลยทีเดียว แต่ถึงจะหน้าด้านยังไง และ น้ำตกตอนนั้นก็ไม่มีใครเลย เนื่องจากยางยังมีอยู่เลยไม่ได้ทำ ได้แต่ถ่ายรูปน้ำตกสวยๆ และ อยู่กับธรรมชาติพักหนึ่งก่อนออกเดินทางต่อ จำได้ว่าระหว่างทางมีแยกไปบ่อน้ำร้อน ผ่านมาหลายครั้งก็ยังไม่ได้แวะสักที ครั้งนี้แหละ แวะไปหน่อย ไหนๆก็เลือกที่จะขี่รถมาแล้ว อยากจะแวะตรงไหนก็แวะได้ ไปลองดู ถนนเล็กมาก แถมวิ่งสวนทางและ มีหลุมอยู่เป็นระยะ บางครั้งก็มีชาวบ้านมาเลี้ยงวัวด้วย คนน้อยครับ กลางธรรมชาติ มีบ้านพักของกรมป่าไม้ด้วย อยากที่จะพาแม่ มาทั้งครอบครัวเลย มาพักที่นี่สักคืนก่อนไปปาย และ แม่ฮ่องสอน ไว้มีเงินจะพามาให้ได้เลย อยากให้แม่ได้มาเห็นจริงๆเลย ย้อนกลับมาบน 1095 มุ่งหน้าไปปาย ถึงก็บ่ายแล้ว เลยแวะกินส้มตำไก่ย่างหน้าอำเภอ ที่เค้าว่าอร่อยกันหนักหนา และ สรุปได้ว่าอร่อยครับ หลังจากนั้นก็แวะไปบ้านตะวัน เพื่อแวะเยี่ยมพี่ภัทร เจ้าของบ้านตะวัน แต่ว่าพี่ภัทร ไม่อยู่ครับ ไปเชียงใหม่ เจอแต่น้องสาว เลยขึ้นไปไหว้พระที่วัดแม่เย็น และ ก็ไปวัดน้ำฮุ้ ก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ผมต้องเช่ารถเพิ่มอีกวันเนื่องจากไปส่งคืนไม่ทันเที่ยง โทรไปแจ้งเรียบร้อย ขากลับก็มุ่งหน้าตรงตลอด แต่มานึกได้ว่าอะไรหายไป โทรศัพท์เครื่องเล็กนั่นเองหายไป พยายามโทรเข้าไปก็ติดต่อไม่ได้ คิดว่าคงหายแน่แล้ว ซวยสิครับ เป็นของบริษัทด้วย ถ้าเป็นของส่วนตัวจะไม่คิดไรมากเลย แต่ในที่สุด มีหลวงพ่อรับครับ ท่านอยู่วัดน้ำฮุ้ เลยบอกว่าฝากหลวงพ่อไว้ก่อนครับ แล้วผมจะกลับไปเอา เพราะว่าถ้าให้กลับไปตอนนี้คงไม่ไหว เหนื่อยมาก และ ก็เย็นแล้วด้วย เป็นทางเลือกที่ไม่ดี แต่ผมก็เลือกไปแล้วล่ะ กลับมา เมื่อยมากเลยไปนวดครับ วันรุ่งขึ้นก็ขี่ไปเรื่อย รอบเมือง ไหว้พระครับ แล้วตกเย็นก็กลับกรุงเทพ ถึงกรุงเทพ สำรวจตรวจสอบ ได้ผลว่าลืมที่ชาร์จแบตกล้องไว้ครับ แต่ไม่รู้ว่าลืมไว้ที่ไหน นั่งนึกแล้วครั้งล่าสุดที่ชาร์จก็ที่ holiday inn รุ่งเช้าเลยโทรไปเช็คปรากฏว่ายังอยู่ครับ เลยให้เค้าช่วยเก็บไว้ให้

เห็นมั้ยว่าครั้งที่สองของปีนี้ผมมาเพื่ออะไร มาเพื่อเอาของที่ลืมไว้นั่นเอง แต่จริงๆแล้วผมก็อยากมาเที่ยวนั่นแหละ หลังจากได้รถแล้ว ผมก็ไปหาเพื่อนครับ กินข้าวเย็นกัน ขี่รถเล่นไปเรื่อย แล้วก็ไปกินนมแถวหลังมช.ครับ แล้วก็กลับมานอนครับ ฝนตกด้วยล่ะ ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่แล้วสิ แต่วันรึ่งขึ้น น้องอีกคนจะมาจากกรุงเทพครับ [to be continue]

Monday, March 24, 2008

ขอความช่วยเหลือให้แก่ เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์

พอดีอ่านเจอจากเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ ใครพอช่วยได้ ช่วยเหลือกันนะครับ คนไทยเหมือนกัน

เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์ ใบแจ้งเกิด 97 หมู่ 6 ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ปัจจุบันนี้เด็กหญิงศิริพร หรือ น้องออย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ในความดูแลของปู่และย่า ตามอัตภาพ ขณะนี้น้องออยอายุได้ 3 ขวบครึ่ง เป็นโรคหัวโตตั้งแต่กำเนิด จึงมีความทุกข์ทรมานมาก เพราะเป็นแผลกดทับที่หัวต้องทำแผลทุก ๆวัน ค่าอุปกรณ์ และยาก็มากพอสมควร สำหรับฐานะของปู่และย่า ทั้งยังมีค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอื่น ๆ อีก พ่อและแม่ของน้องออยแยกทางกัน เพราะอยู่ในวัยรุ่นทั้งคู่ ภาระจึงตกอยู่ที่ปู่กับย่า ปู่น้องออยทำงานคนเดียว (งานรับเหมา) ส่วนย่า เมื่อก่อนก็หารับจ้างทั่วไปแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปรับจ้างแล้ว เพราะต้องคอยดูแลน้องออยอย่างใกล้ชิด บางครั้งน้องออยก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลท่าเรือ เพราะอาการทุกข์ทรมานมาก จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือมา แล้วแต่จะเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็น นม , ยา , ผ้าอ้อมสำเร็จรูป , แผ่นรองหัว (โต) อุปกรณ์ของใช้สำหรับน้องออย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องออย เป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3500 บาท โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1.
ตาข่าย ราคากล่องละ 1200 บาท ใช้ได้ 15 วัน
2.
สก๊อตเทปปิดแผล ราคา 25 บาท ใช้วันละ 2 กล่อง
3.
นม
4.
น้ำเกลืออ่อน สำหรับล้างแผล
5.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับรองหัว

6.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

7.
ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ (กรณีต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล)

ซึ่งในปัจจุบันพ่อแม่ของน้องออย แยกทางกัน น้องออย ต้องอยู่ในความดูแลของปู่ ซึ่งมีอาชีพ รับจ้าง มีรายได้เดือนละ 5600 บาท ซึ่งต้องรับภาระในการเลี้ยงดู ภรรยา ลูกซึ่งอยู่ระหว่างวัยเรียน และหลาน(น้องออย) ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน โปรดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับทางครอบครัวของน้องออยด้วย ท่านสามารถติดต่อช่วยเหลือได้ท ี่

ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าลา
ชื่อบัญชี ด.ญ.ศิริพร กิจประสงค์โดยนาย โสภา กิจประสงค์

เลขที่บัญชี 136-1-20196-7

ขอความเช่วยเหลือให้แก่ เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์

พอดีอ่านเจอจากเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ ใครพอช่วยได้ ช่วยเหลือกันนะครับ คนไทยเหมือนกัน

เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์ ใบแจ้งเกิด 97 หมู่ 6 ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ปัจจุบันนี้เด็กหญิงศิริพร หรือ น้องออย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ในความดูแลของปู่และย่า ตามอัตภาพ ขณะนี้น้องออยอายุได้ 3 ขวบครึ่ง เป็นโรคหัวโตตั้งแต่กำเนิด จึงมีความทุกข์ทรมานมาก เพราะเป็นแผลกดทับที่หัวต้องทำแผลทุก ๆวัน ค่าอุปกรณ์ และยาก็มากพอสมควร สำหรับฐานะของปู่และย่า ทั้งยังมีค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอื่น ๆ อีก พ่อและแม่ของน้องออยแยกทางกัน เพราะอยู่ในวัยรุ่นทั้งคู่ ภาระจึงตกอยู่ที่ปู่กับย่า ปู่น้องออยทำงานคนเดียว (งานรับเหมา) ส่วนย่า เมื่อก่อนก็หารับจ้างทั่วไปแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปรับจ้างแล้ว เพราะต้องคอยดูแลน้องออยอย่างใกล้ชิด บางครั้งน้องออยก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลท่าเรือ เพราะอาการทุกข์ทรมานมาก จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือมา แล้วแต่จะเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็น นม , ยา , ผ้าอ้อมสำเร็จรูป , แผ่นรองหัว (โต) อุปกรณ์ของใช้สำหรับน้องออย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องออย เป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3500 บาท โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1.
ตาข่าย ราคากล่องละ 1200 บาท ใช้ได้ 15 วัน
2.
สก๊อตเทปปิดแผล ราคา 25 บาท ใช้วันละ 2 กล่อง
3.
นม
4.
น้ำเกลืออ่อน สำหรับล้างแผล
5.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับรองหัว

6.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

7.
ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ (กรณีต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล)

ซึ่งในปัจจุบันพ่อแม่ของน้องออย แยกทางกัน น้องออย ต้องอยู่ในความดูแลของปู่ ซึ่งมีอาชีพ รับจ้าง มีรายได้เดือนละ 5600 บาท ซึ่งต้องรับภาระในการเลี้ยงดู ภรรยา ลูกซึ่งอยู่ระหว่างวัยเรียน และหลาน(น้องออย) ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน โปรดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับทางครอบครัวของน้องออยด้วย ท่านสามารถติดต่อช่วยเหลือได้ท ี่

ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าลา
ชื่อบัญชี ด.ญ.ศิริพร กิจประสงค์โดยนาย โสภา กิจประสงค์

เลขที่บัญชี 136-1-20196-7

Thursday, February 07, 2008

เยี่ยมเยือน เชียงคาน เมืองริมน้ำโขง

เชียงคาน อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลยที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดเลยประมาณ 50 กิโลเมตร

รายละเอียดเกี่ยวกับอ.เชียงคานจาก วิกีพีเดีย

[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเชียงคาน มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงไซยะบูลี (ประเทศลาว)

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองเลย

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปากชม

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าลี่

[แก้] การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเชียงคาน แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 8 ตำบล 78 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

เชียงคาน (Chiang Khan)

6 หมู่บ้าน

2.

ธาตุ (That)

15 หมู่บ้าน

3.

นาซ่าว (Na Som)

15 หมู่บ้าน

4.

เขาแก้ว (Khao Kaeo)

13 หมู่บ้าน

5.

ปากตม (Pak Tom)

7 หมู่บ้าน

6.

บุฮม (Bu Hom)

10 หมู่บ้าน

7.

จอมศรี (Chom Sri)

7 หมู่บ้าน

8.

หาดทรายขาว (Hat Sai Khao)

5 หมู่บ้าน

[แก้] การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเชียงคานประกอบด้วยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเชียงคาน

เทศบาลตำบลเขาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาแก้ว

องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงคาน (นอกเขตเทศบาลตำบลเชียงคาน)

องค์การบริหารส่วนตำบลธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลนาซ่าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาซ่าวทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลปากฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบุฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลจอมศรีทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลหาดทรายขาว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหาดทรายขาวทั้งตำบล

10 ชั่วโมงจากกรุงเทพมหานคร รถโดยสาร 999 วีไอพี ในที่สุดก็ถึงเชียงคาน เมืองเงียบๆ ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทริปเชียงคานครั้งนี้ไม่ได้หวังอะไรมากครับ อยากหานอนแบบสบายๆ ไม่ต้องทำไร นอนเล่นอ่านหนังสือ เห็นในเวบพันทิพย์ เรื่องเชียงคาน เช้าอากาศเย็นสบาย เดินเล่นในตลาด เทศบาง อันพลุกพล่าน แต่ก็ไม่ถึงกับวุ่นวายเหมือนในเมืองใหญ่ๆ

หลังจากที่ได้ดื่มกาแฟ ร้อนๆ แล้วก็เดินจากตลาด เข้าสู่ถนนเลียบน้ำโขง บ้านไม้เก่าๆ เงียบๆ แต่บรรยากาศเหงาๆ ในที่สุดก็ถึงที่พักครับ เรือนแรมลูกไม้ ที่เปิดตอนแปดโมงเช้า ห้องเล็ก 300 บาทต่อคืน กับบรรยากาศที่ไม่ต้องการแอร์เลย ผมเลือกที่นี่จากเวบอีกนั่นแหละ แต่ก็ไม่ผิดหวัง พี่เหน่งเจ้าของบ้านน่ารักดี บ้านน่าอยู่ ถึงแม้ห้องน้ำจะน้อยไปสักนิด แต่โดยรวมแล้ว เหมาะแก่การผักผ่อน อย่างที่บอกไปแล้วแต่แรกว่ามาที่นี่เพื่อผักผ่อนสมอง

บ้านคนที่นี่จะเป็นบ้านไม้ สองชั้น ขนาดห้องแถวยังเป็นไม้เลย ที่นี่ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่และเด็กเนื่องจากคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมืองกันหมด เป็นเมืองเงียบสงบ ที่น่าสงสาร ใช้ชีวิตกับการเดินรอบเมือง ดูผู้คน นอนอ่านหนังสือ ใต้ต้นไม้ เป็นความสุขที่หาไม่ได้จากสังคมเมือง ผู้คนที่นี่เป็นกันเองคุยสนุกสนานมาก

ไม่ห่างจากเชียงคานมากนัก ก็จะมีแก่งคุดคู้ แก่งในแม่น้ำโขง ที่พอน้ำลดจะเห็นหิน และทางน้ำที่สวยงาม สองข้างทางไปที่แก่งคุดคู้นั้น จะมีร้านขายมะพร้าวแก้ว สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ ที่น่าแปลก มีขายที่แก่งคุดคู้ หาซื้อยากในตัวเมืองเชียงคาน สินค้าของเมืองเชียงคานก็จะเป็นผ้านวม ฝ้าย เนื่องจากจังหวัดเลย ปลูกฝ้ายกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ ที่นอน ผ้านวมไยสังเคราะห์ ดูเหมือนจะทำให้ผ้านวมฝ้ายเริ่มหายไปทีละน้อย

ตื่นเช้ามา รอพระมาบิณฑบาตร ผู้คนที่นี่ จะออกมาใส่บาตรข้าวเหนืยว อาหารแห้งเหมือนกับที่หลวงพระบาง พระอาจจะไม่เยอะมากมายเหมือนกับที่หลวงพระบาง แต่บรรยากาศยามเช้าช่างเหมือนกันเสียทีเดียว เชียงคานเป็นเมืองพุทธ ที่ยังเป็นพุทธบริษัท ที่เลื่อมใสศรัทธา ไม่ใช่พุทธพานิชย์ เหมือนกับเมืองใหญ่อย่างเช่นกรุงเทพ

ที่นี่จะมีตำซั๊ว ส้มตำที่รวมเอาผักต่างๆ กับเส้นที่ทำจากแป้งขนมจีน แต่ทำเป็นตัวใหญ่ เหมือนกับเกี้ยมอี๋ ไก่ย่างที่นี่ก็อร่อยครับ อย่างแห้งๆ แต่เนื้อร่อนออกจากกระดู รสชาดอร่อยมากๆ ถ้าได้มาเยือนต้องลองมาดูนะครับ

สำหรับคนที่ต้องการพักผ่อน สมอง ไม่ต้องการกิจกรรมอะไรมากมาย นั่งอ่านหนังสือริมต้นไม้ เดินเล่นตามถนนริมแม่น้ำ หรือว่าจะคุยกับผู้คน ที่เชียงคานเป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

เยี่ยมเยือน เชียงคาน เมืองริมน้ำโขง

เชียงคาน อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลยที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดเลยประมาณ 50 กิโลเมตร

รายละเอียดเกี่ยวกับอ.เชียงคานจาก วิกีพีเดีย

[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเชียงคาน มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงไซยะบูลี (ประเทศลาว)

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองเลย

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปากชม

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าลี่

[แก้] การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเชียงคาน แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 8 ตำบล 78 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

เชียงคาน (Chiang Khan)

6 หมู่บ้าน

2.

ธาตุ (That)

15 หมู่บ้าน

3.

นาซ่าว (Na Som)

15 หมู่บ้าน

4.

เขาแก้ว (Khao Kaeo)

13 หมู่บ้าน

5.

ปากตม (Pak Tom)

7 หมู่บ้าน

6.

บุฮม (Bu Hom)

10 หมู่บ้าน

7.

จอมศรี (Chom Sri)

7 หมู่บ้าน

8.

หาดทรายขาว (Hat Sai Khao)

5 หมู่บ้าน

[แก้] การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเชียงคานประกอบด้วยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเชียงคาน

เทศบาลตำบลเขาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาแก้ว

องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงคาน (นอกเขตเทศบาลตำบลเชียงคาน)

องค์การบริหารส่วนตำบลธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลนาซ่าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาซ่าวทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลปากฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบุฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลจอมศรีทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลหาดทรายขาว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหาดทรายขาวทั้งตำบล

10 ชั่วโมงจากกรุงเทพมหานคร รถโดยสาร 999 วีไอพี ในที่สุดก็ถึงเชียงคาน เมืองเงียบๆ ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทริปเชียงคานครั้งนี้ไม่ได้หวังอะไรมากครับ อยากหานอนแบบสบายๆ ไม่ต้องทำไร นอนเล่นอ่านหนังสือ เห็นในเวบพันทิพย์ เรื่องเชียงคาน เช้าอากาศเย็นสบาย เดินเล่นในตลาด เทศบาง อันพลุกพล่าน แต่ก็ไม่ถึงกับวุ่นวายเหมือนในเมืองใหญ่ๆ

หลังจากที่ได้ดื่มกาแฟ ร้อนๆ แล้วก็เดินจากตลาด เข้าสู่ถนนเลียบน้ำโขง บ้านไม้เก่าๆ เงียบๆ แต่บรรยากาศเหงาๆ ในที่สุดก็ถึงที่พักครับ เรือนแรมลูกไม้ ที่เปิดตอนแปดโมงเช้า ห้องเล็ก 300 บาทต่อคืน กับบรรยากาศที่ไม่ต้องการแอร์เลย ผมเลือกที่นี่จากเวบอีกนั่นแหละ แต่ก็ไม่ผิดหวัง พี่เหน่งเจ้าของบ้านน่ารักดี บ้านน่าอยู่ ถึงแม้ห้องน้ำจะน้อยไปสักนิด แต่โดยรวมแล้ว เหมาะแก่การผักผ่อน อย่างที่บอกไปแล้วแต่แรกว่ามาที่นี่เพื่อผักผ่อนสมอง

บ้านคนที่นี่จะเป็นบ้านไม้ สองชั้น ขนาดห้องแถวยังเป็นไม้เลย ที่นี่ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่และเด็กเนื่องจากคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมืองกันหมด เป็นเมืองเงียบสงบ ที่น่าสงสาร ใช้ชีวิตกับการเดินรอบเมือง ดูผู้คน นอนอ่านหนังสือ ใต้ต้นไม้ เป็นความสุขที่หาไม่ได้จากสังคมเมือง ผู้คนที่นี่เป็นกันเองคุยสนุกสนานมาก

ไม่ห่างจากเชียงคานมากนัก ก็จะมีแก่งคุดคู้ แก่งในแม่น้ำโขง ที่พอน้ำลดจะเห็นหิน และทางน้ำที่สวยงาม สองข้างทางไปที่แก่งคุดคู้นั้น จะมีร้านขายมะพร้าวแก้ว สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ ที่น่าแปลก มีขายที่แก่งคุดคู้ หาซื้อยากในตัวเมืองเชียงคาน สินค้าของเมืองเชียงคานก็จะเป็นผ้านวม ฝ้าย เนื่องจากจังหวัดเลย ปลูกฝ้ายกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ ที่นอน ผ้านวมไยสังเคราะห์ ดูเหมือนจะทำให้ผ้านวมฝ้ายเริ่มหายไปทีละน้อย

ตื่นเช้ามา รอพระมาบิณฑบาตร ผู้คนที่นี่ จะออกมาใส่บาตรข้าวเหนืยว อาหารแห้งเหมือนกับที่หลวงพระบาง พระอาจจะไม่เยอะมากมายเหมือนกับที่หลวงพระบาง แต่บรรยากาศยามเช้าช่างเหมือนกันเสียทีเดียว เชียงคานเป็นเมืองพุทธ ที่ยังเป็นพุทธบริษัท ที่เลื่อมใสศรัทธา ไม่ใช่พุทธพานิชย์ เหมือนกับเมืองใหญ่อย่างเช่นกรุงเทพ

ที่นี่จะมีตำซั๊ว ส้มตำที่รวมเอาผักต่างๆ กับเส้นที่ทำจากแป้งขนมจีน แต่ทำเป็นตัวใหญ่ เหมือนกับเกี้ยมอี๋ ไก่ย่างที่นี่ก็อร่อยครับ อย่างแห้งๆ แต่เนื้อร่อนออกจากกระดู รสชาดอร่อยมากๆ ถ้าได้มาเยือนต้องลองมาดูนะครับ

สำหรับคนที่ต้องการพักผ่อน สมอง ไม่ต้องการกิจกรรมอะไรมากมาย นั่งอ่านหนังสือริมต้นไม้ เดินเล่นตามถนนริมแม่น้ำ หรือว่าจะคุยกับผู้คน ที่เชียงคานเป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

Sunday, December 09, 2007

ลาวทริป – ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ ตอนที่ 2

ท่าน้ำริมของยามเช้า บรรยากาศช่างน่ารื่นรมย์เสียยิ่งกระไร นั่งดูผู้คนเตรียมตัวลงเรือช้าขึ้นไปปากแบ่ง โดยการวิ่งเรือตามแม่น้ำโขง หรือน้ำของของคนลาว ที่ใช้เวลา สองวันกว่าจะถึงเชียงของซึ่งมีเขตติดต่อกับประเทศไทย นั่งเล่นชิวๆ ดูเด็กน้อยสองพี่น้องเล่นกัน น้องสาวแสบพอกับพี่ชาย ไปขุดกิ้งกือมาดู แล้วทันใดนั้นเธอก็เหยียบมันซะ

วัดเชียงทองยามเช้า วัดเล็กๆถ้ามองที่ขนาดแต่ว่าบรรยากาศร่มรื่น ผมเช้าไหว้พระในโบสถ์และเดินรอบวัดถ่ายรูป ที่วัดแห่งนี้เป็นที่เก็บโกศของเจ้าชีวิต หรือพระมหากษัตริย์เมืองหลวงพระบางแห่งนี้ โดยแยกเป็นโรงต่างหากแต่ก็อยู่ในบริเวรวัดครับ ที่นี้เค้าเรียกโรงเมี้ยนโกศครับ ตอนนี้อาจจะเขียนได้ไม่ละเอียดมากนักเนื่องจากอาจจะลืมบางส่วนที่ไม่สำคัญ แต่ความประทับใจในเมืองเล็กๆอันเงียบสงบที่เรียกว่าหลวงพระบางแห่งนี้ยังมิเสื่อมคลาย

ออกจากวัดเซียงทองผมก็ใช้เวลาทั้งช่วงเช้าเดินสำรวจเมืองและว่าจะเดินไปสถานีขนส่งแต่ว่าหลงครับ หลงไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในหลวงพระบางซึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ที่นี่อาคารเรียนเค้ายังเป็นเรือนไม้ดูขลังและมีพลังอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ผมตัดสินใจเดินกลับตัวเมือง กลับไปเกสต์เฮ้า อาบน้ำและไปหาอะไรกิน เนื่องจากตอนนี้ทั้งตัวผมเหงื่อท่วมเลยครับ

และแล้วตอนบ่ายก็ไปขนส่งได้ดังใจหวัง แต่เล่นเอาเหงื่อแตกเลยอ่ะ กลับมากก็เดินเล่นรอบเมือง งานนี้ผมพลาดที่จะเข้าไปไหว้พระบางเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อย ตกเย็นก็เดินขึ้นพูสี ไม่สูงนัก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเลยอ่ะ แต่คุ้มครับกับการที่ได้ชมวิวรอบเมืองหลวงพระบางเลยครับ หลังจากไหว้พระธาตุพูสีแล้วก็นั่งเล่นอยู่ได้พักใหญ่ๆเลย ตอนแรกว่าจะรอดูพระอาทิตย์ตกแต่ว่ารออีกเป็นชั่วโมงเลยตัดสินใจเดินลง กลับเกสต์เฮ้าต์ เพราะว่าเริ่มเย็นแล้ว

กลับมาเจอกับกลุ่มน้องๆสาวๆคนไทยที่เพิ่งขึ้นมาจากเรือ จากปากแบ่งแล้วมาพักที่เกสต์เฮ้า วงจำปาเหมือนกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากคนไทยเหมือนกันแล้วน้องๆเค้าก็นิสัยดีมากๆ คุยกันเพลิน เริ่มหิว ก็เลยออกมาหาอะไรกินอร่อยๆ ปรากฏว่าไฟดับครับ พักอยู่พักใหญ่ๆเลยทีเดียว ผมเดินไปกิน บุฟเฟ่ ผัก ครับ ห้าพันกีพเท่านั้นเอง กินใต้แสงเทียนเลย กินเกือบเสร็จ ไฟก็มา เลยเดินไปดูตลาดมืดแบบไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี แล้วก็กลับมานอน

เช้ามา ใส่บาตรกันครับ คนรอกันเยอะมากตรงถนนสายหลักของเมืองครับ รอกันเป็นขบวน ช่างภาพก็เต็มเลยครับ ผมก็เป็นห่วงอยากใส่บาตรก็อยากใส่ อยากถ่ายภาพก็อยากถ่าย แต่ในที่สุดผมก็ได้ถ่ายภาพ ได้ในใส่บาตร ก็ด้วยความช่วยเหลือของน้องๆคนไทยที่เพิ่งเจอกันนั่นเอง เสร็จแล้วเราก็ไปกินกาแฟประชานิยมกัน หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันครับ ผมก็เดินเล่นรอบเมือง ด้วยอารมย์ติสๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรกลับไปนอน ตื่นเช้ามืดก็ออกเดินทางจากหลวงพระบาง นั่งอยู่บนรถ สิบชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึงเวียงจันทร์ ครับ ผมกับน้องๆคนไทย น้องเค้าจะอยู่อีกคืนที่เวียงจันทร์แต่ผมอยากกลับกรุงเทพแล้วเลยนั่งรถสองแถวมาที่ตลาดเช้าเพื่อต่อรถกลับหนองคาย ถึงหนองคายประมาณ ทุ่มกว่าๆ ซื้อตั๋วVIP กลับกรุงเทพ นอนหลับบนรถ และในที่สุดก็กลับถึงกรุงเทพโดยปลอดภัย

จบแล้วครับ เขียนไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ไว้คราวหน้าจะแก้ตัวนะครับ

ลาวทริป – ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ ตอนที่ 2

ท่าน้ำริมของยามเช้า บรรยากาศช่างน่ารื่นรมย์เสียยิ่งกระไร นั่งดูผู้คนเตรียมตัวลงเรือช้าขึ้นไปปากแบ่ง โดยการวิ่งเรือตามแม่น้ำโขง หรือน้ำของของคนลาว ที่ใช้เวลา สองวันกว่าจะถึงเชียงของซึ่งมีเขตติดต่อกับประเทศไทย นั่งเล่นชิวๆ ดูเด็กน้อยสองพี่น้องเล่นกัน น้องสาวแสบพอกับพี่ชาย ไปขุดกิ้งกือมาดู แล้วทันใดนั้นเธอก็เหยียบมันซะ

วัดเชียงทองยามเช้า วัดเล็กๆถ้ามองที่ขนาดแต่ว่าบรรยากาศร่มรื่น ผมเช้าไหว้พระในโบสถ์และเดินรอบวัดถ่ายรูป ที่วัดแห่งนี้เป็นที่เก็บโกศของเจ้าชีวิต หรือพระมหากษัตริย์เมืองหลวงพระบางแห่งนี้ โดยแยกเป็นโรงต่างหากแต่ก็อยู่ในบริเวรวัดครับ ที่นี้เค้าเรียกโรงเมี้ยนโกศครับ ตอนนี้อาจจะเขียนได้ไม่ละเอียดมากนักเนื่องจากอาจจะลืมบางส่วนที่ไม่สำคัญ แต่ความประทับใจในเมืองเล็กๆอันเงียบสงบที่เรียกว่าหลวงพระบางแห่งนี้ยังมิเสื่อมคลาย

ออกจากวัดเซียงทองผมก็ใช้เวลาทั้งช่วงเช้าเดินสำรวจเมืองและว่าจะเดินไปสถานีขนส่งแต่ว่าหลงครับ หลงไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในหลวงพระบางซึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ที่นี่อาคารเรียนเค้ายังเป็นเรือนไม้ดูขลังและมีพลังอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ผมตัดสินใจเดินกลับตัวเมือง กลับไปเกสต์เฮ้า อาบน้ำและไปหาอะไรกิน เนื่องจากตอนนี้ทั้งตัวผมเหงื่อท่วมเลยครับ

และแล้วตอนบ่ายก็ไปขนส่งได้ดังใจหวัง แต่เล่นเอาเหงื่อแตกเลยอ่ะ กลับมากก็เดินเล่นรอบเมือง งานนี้ผมพลาดที่จะเข้าไปไหว้พระบางเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อย ตกเย็นก็เดินขึ้นพูสี ไม่สูงนัก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเลยอ่ะ แต่คุ้มครับกับการที่ได้ชมวิวรอบเมืองหลวงพระบางเลยครับ หลังจากไหว้พระธาตุพูสีแล้วก็นั่งเล่นอยู่ได้พักใหญ่ๆเลย ตอนแรกว่าจะรอดูพระอาทิตย์ตกแต่ว่ารออีกเป็นชั่วโมงเลยตัดสินใจเดินลง กลับเกสต์เฮ้าต์ เพราะว่าเริ่มเย็นแล้ว

กลับมาเจอกับกลุ่มน้องๆสาวๆคนไทยที่เพิ่งขึ้นมาจากเรือ จากปากแบ่งแล้วมาพักที่เกสต์เฮ้า วงจำปาเหมือนกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากคนไทยเหมือนกันแล้วน้องๆเค้าก็นิสัยดีมากๆ คุยกันเพลิน เริ่มหิว ก็เลยออกมาหาอะไรกินอร่อยๆ ปรากฏว่าไฟดับครับ พักอยู่พักใหญ่ๆเลยทีเดียว ผมเดินไปกิน บุฟเฟ่ ผัก ครับ ห้าพันกีพเท่านั้นเอง กินใต้แสงเทียนเลย กินเกือบเสร็จ ไฟก็มา เลยเดินไปดูตลาดมืดแบบไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี แล้วก็กลับมานอน

เช้ามา ใส่บาตรกันครับ คนรอกันเยอะมากตรงถนนสายหลักของเมืองครับ รอกันเป็นขบวน ช่างภาพก็เต็มเลยครับ ผมก็เป็นห่วงอยากใส่บาตรก็อยากใส่ อยากถ่ายภาพก็อยากถ่าย แต่ในที่สุดผมก็ได้ถ่ายภาพ ได้ในใส่บาตร ก็ด้วยความช่วยเหลือของน้องๆคนไทยที่เพิ่งเจอกันนั่นเอง เสร็จแล้วเราก็ไปกินกาแฟประชานิยมกัน หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันครับ ผมก็เดินเล่นรอบเมือง ด้วยอารมย์ติสๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรกลับไปนอน ตื่นเช้ามืดก็ออกเดินทางจากหลวงพระบาง นั่งอยู่บนรถ สิบชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึงเวียงจันทร์ ครับ ผมกับน้องๆคนไทย น้องเค้าจะอยู่อีกคืนที่เวียงจันทร์แต่ผมอยากกลับกรุงเทพแล้วเลยนั่งรถสองแถวมาที่ตลาดเช้าเพื่อต่อรถกลับหนองคาย ถึงหนองคายประมาณ ทุ่มกว่าๆ ซื้อตั๋วVIP กลับกรุงเทพ นอนหลับบนรถ และในที่สุดก็กลับถึงกรุงเทพโดยปลอดภัย

จบแล้วครับ เขียนไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ไว้คราวหน้าจะแก้ตัวนะครับ

ลาวทริป – ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ ตอนที่ 2

ท่าน้ำริมของยามเช้า บรรยากาศช่างน่ารื่นรมย์เสียยิ่งกระไร นั่งดูผู้คนเตรียมตัวลงเรือช้าขึ้นไปปากแบ่ง โดยการวิ่งเรือตามแม่น้ำโขง หรือน้ำของของคนลาว ที่ใช้เวลา สองวันกว่าจะถึงเชียงของซึ่งมีเขตติดต่อกับประเทศไทย นั่งเล่นชิวๆ ดูเด็กน้อยสองพี่น้องเล่นกัน น้องสาวแสบพอกับพี่ชาย ไปขุดกิ้งกือมาดู แล้วทันใดนั้นเธอก็เหยียบมันซะ

วัดเชียงทองยามเช้า วัดเล็กๆถ้ามองที่ขนาดแต่ว่าบรรยากาศร่มรื่น ผมเช้าไหว้พระในโบสถ์และเดินรอบวัดถ่ายรูป ที่วัดแห่งนี้เป็นที่เก็บโกศของเจ้าชีวิต หรือพระมหากษัตริย์เมืองหลวงพระบางแห่งนี้ โดยแยกเป็นโรงต่างหากแต่ก็อยู่ในบริเวรวัดครับ ที่นี้เค้าเรียกโรงเมี้ยนโกศครับ ตอนนี้อาจจะเขียนได้ไม่ละเอียดมากนักเนื่องจากอาจจะลืมบางส่วนที่ไม่สำคัญ แต่ความประทับใจในเมืองเล็กๆอันเงียบสงบที่เรียกว่าหลวงพระบางแห่งนี้ยังมิเสื่อมคลาย

ออกจากวัดเซียงทองผมก็ใช้เวลาทั้งช่วงเช้าเดินสำรวจเมืองและว่าจะเดินไปสถานีขนส่งแต่ว่าหลงครับ หลงไปมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในหลวงพระบางซึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ที่นี่อาคารเรียนเค้ายังเป็นเรือนไม้ดูขลังและมีพลังอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ ผมตัดสินใจเดินกลับตัวเมือง กลับไปเกสต์เฮ้า อาบน้ำและไปหาอะไรกิน เนื่องจากตอนนี้ทั้งตัวผมเหงื่อท่วมเลยครับ

และแล้วตอนบ่ายก็ไปขนส่งได้ดังใจหวัง แต่เล่นเอาเหงื่อแตกเลยอ่ะ กลับมากก็เดินเล่นรอบเมือง งานนี้ผมพลาดที่จะเข้าไปไหว้พระบางเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อย ตกเย็นก็เดินขึ้นพูสี ไม่สูงนัก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเลยอ่ะ แต่คุ้มครับกับการที่ได้ชมวิวรอบเมืองหลวงพระบางเลยครับ หลังจากไหว้พระธาตุพูสีแล้วก็นั่งเล่นอยู่ได้พักใหญ่ๆเลย ตอนแรกว่าจะรอดูพระอาทิตย์ตกแต่ว่ารออีกเป็นชั่วโมงเลยตัดสินใจเดินลง กลับเกสต์เฮ้าต์ เพราะว่าเริ่มเย็นแล้ว

กลับมาเจอกับกลุ่มน้องๆสาวๆคนไทยที่เพิ่งขึ้นมาจากเรือ จากปากแบ่งแล้วมาพักที่เกสต์เฮ้า วงจำปาเหมือนกัน คุยกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากคนไทยเหมือนกันแล้วน้องๆเค้าก็นิสัยดีมากๆ คุยกันเพลิน เริ่มหิว ก็เลยออกมาหาอะไรกินอร่อยๆ ปรากฏว่าไฟดับครับ พักอยู่พักใหญ่ๆเลยทีเดียว ผมเดินไปกิน บุฟเฟ่ ผัก ครับ ห้าพันกีพเท่านั้นเอง กินใต้แสงเทียนเลย กินเกือบเสร็จ ไฟก็มา เลยเดินไปดูตลาดมืดแบบไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี แล้วก็กลับมานอน

เช้ามา ใส่บาตรกันครับ คนรอกันเยอะมากตรงถนนสายหลักของเมืองครับ รอกันเป็นขบวน ช่างภาพก็เต็มเลยครับ ผมก็เป็นห่วงอยากใส่บาตรก็อยากใส่ อยากถ่ายภาพก็อยากถ่าย แต่ในที่สุดผมก็ได้ถ่ายภาพ ได้ในใส่บาตร ก็ด้วยความช่วยเหลือของน้องๆคนไทยที่เพิ่งเจอกันนั่นเอง เสร็จแล้วเราก็ไปกินกาแฟประชานิยมกัน หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันครับ ผมก็เดินเล่นรอบเมือง ด้วยอารมย์ติสๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรกลับไปนอน ตื่นเช้ามืดก็ออกเดินทางจากหลวงพระบาง นั่งอยู่บนรถ สิบชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึงเวียงจันทร์ ครับ ผมกับน้องๆคนไทย น้องเค้าจะอยู่อีกคืนที่เวียงจันทร์แต่ผมอยากกลับกรุงเทพแล้วเลยนั่งรถสองแถวมาที่ตลาดเช้าเพื่อต่อรถกลับหนองคาย ถึงหนองคายประมาณ ทุ่มกว่าๆ ซื้อตั๋วVIP กลับกรุงเทพ นอนหลับบนรถ และในที่สุดก็กลับถึงกรุงเทพโดยปลอดภัย

จบแล้วครับ เขียนไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ไว้คราวหน้าจะแก้ตัวนะครับ

Sunday, November 11, 2007

ลาวทริป – ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ Part I

ลาวทริป ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ Part I

และแล้วก็มาถึงหลวงพระบางครับ หลังจากนั่งเมื่อยอยู่ในรถนานกว่าเจ็ดชั่วโมงครับ แต่ก่อนที่จะไปเที่ยวกันต่อ อยากเอาประวัติเมืองหลวงพระบางแห่งนี้ที่หาได้จากทางอินเตอร์เน็ทมาให้อ่านกันนะครับ

จากเวบไซด์ http://th.wikipedia.org/wiki/หลวงพระบาง

เมืองหลวงพระบาง (Louangphabang; ลาว) เป็นเมืองเอกของแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วย

[แก้] ประวัติศาสตร์

หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่าเมืองชวา และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอ ซึ่งถือเป็น ปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองชวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทอง

เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896 - พ.ศ. 1916) เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเสียมเรียบ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรขึ้น ต่อมาในสมัยพระโพธิสารราชเจ้าพระองค์ได้อาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำ ขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่า หลวงพระบาง นับแต่นั้นมา

เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่ทางองค์การยูเนสโก ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองที่รักษาวัฒนธรรมอันดีแต่เก่าก่อนไว้ได้อย่างงดงาม สามารถหาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับมรดกโลกที่ทางองค์กรยูเนสโก ได้มอบให้กับหลวงพระบาง http://whc.unesco.org/pg.cfm?cid=31&id_site=479

ก่อนที่จะกลายเป็นเอกสารทางวิชาการหรือตำราเรียนไป กลับมาครับ ปัจจุบันนี้เมืองหลวงพระบาง ไม่ต้องเดินเจ็ดวัน หรือนั่งรถข้ามวันข้ามคืนเหมือนที่ผมอ่านจากหนังสือเรื่อง หลวงพระบางหัวใจของล้านช้างที่เรียบเรียงโดย ธีรภาพ โลหิตกุล ที่เป็นการรวมรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับหลวงพระบางจากนักเขียนสารคดีชื่อก้องครับ ใครไม่เคยอ่าน แนะนำให้ไปซื้อครับ ราคา 240 บาทกับเรื่องราวอันน่าสนใจของเมืองเมืองนี้ จากปากของผู้มีประสบการณ์ที่มาเยือนเมืองนี้

นั่งเครื่องสายการบินลาว จากกรุงเทพ หรือ นั่งจากเชียงใหม่ หรือ จะนั่งจากเวียงจันทร์ เป็นการเดินทางที่สะดวกสะบาย อีกทั้งจากเมืองไทย มีสายการบินบางกอกแอร์เวย์บินทุกวันจากกรุงเทพ หลวงพระบาง หรือนั่งรถจากเวียงจันทร์ไปก็ประมาณ สิบชั่วโมงอีกทั้งเป็นรถแอร์ ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

จากวังเวียง เจ็ดชั่วโมงกว่ากับการนั่งบนรถบัสที่พอขึ้นเขาก็ต้องปิดแอร์ แต่อากาศบนเขานั้นหาได้ร้อนไม่ รถก็เคลื่อนมาจอดที่สถานีขนส่งหลวงพระบาง ซึ่งห่างออกจากตัวเมืองมาหน่อย ลงจากรถบัส ก็มีคนมาคอยเสนอเกสต์เฮ้าถึงที่เลยครับ เยอะแยะมาก เมืองเมืองนี้มีเกสต์เฮ้าแทบทุกถนนเลยครับ แต่ไม่ทราบว่าหน้าหนาว อันเป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศมานั้นจะทำให้เต็มได้หรือเปล่า ผมเลือกที่จะมาเดินหา วงค์จำปาเกสต์เฮ้าที่ผมหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ท จากขนส่งเลือกที่จะนั่งสามล้อมาในเมือง โดยบอกคนขับว่าจะไปที่ไหน แต่และแล้ว คนขับก็เอาผมมาปล่อยแถวๆริมน้ำโขง ไม่ไกลจากตลาดมืดสักเท่าไหร่ แต่มันไม่ใกล้ท่าเรือช้านัก หลังจากลงรถ ก็ผ่านเกสต์เฮ้าน่าสนใจหลายที่ แต่เนื่องจาก ธิฐิอันแรงกล้าของผม ทำให้ผมเดินเหงื่อตก ตามโดยที่มีอยู่ อันมีข้อมูลไม่มาก จากท่าเรือช้า เดินไปทางขวาประมาณสามร้อยเมตร จะเจออยู่ในตรอกเล็กๆเดินไปเลยครับ เดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เจอพี่เจ้าของที่เดินมาเรียกแขกพอดีเลยครับ เมื่อกี้ลืมบอกไปว่าเสียค่ารถไป สิบพันกีบครับ ประมาณสี่สิบบาทครับ

ที่พักที่นี่คืนละ ห้าสิบพันกีบครับ ห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่นและพัดลมให้ครับ บรรยากาศเกสต์เฮ้าเป็นกันเองดีครับ ผมเลือกที่จะนอนที่นี่ กลางคืนเปิดพัดลม แล้วต้องห่มผ้าเพราะว่าลมเย็นเริ่มมีแล้วครับสำหรับหลวงพระบางในเดือนตุลาคม ห้าโมงกว่า อากาศเริ่มเย็น พระอาทิตย์กลับบ้านนอนแล้ว หลังจากอาบน้ำ ปะแป้งแต่งหล่อเป็นที่พอใจแล้วก็เดินออกมาสำรวจเมืองครับ มาเจอตลาดของกินยามค่ำ จริงๆตรงนี้ก็เป็นตลาดตอนเช้าด้วยแหละครับ บรรยากาศเหมือนตลาดนัดตามต่างจังหวัดบ้านเราเลยครับ ตามไปดูรูปที่แกลลอรี่ผมได้นะครับ ตรงนี้ผมจงใจที่จะไม่เพิ่มรูปเข้าไป แต่อยากให้จินตนาการเอาครับ ขายกันริมถนนเลยครับ ใกล้กับไปรษณีย์ ก่อนไปต่อเบรคอารมย์สักนิดก่อนมั้ย ก่อนที่จะเมากลิ่นไก่ย่างในตลาดแห่งนี้

ตรงสี่แยกนี้ หันหลังให้กับแม่น้ำของหรือแม่น้ำโขงนั่นเอง มุ่งหน้าไปจะไปเจออีกแยก ทางซ้ายไปจะเจอวัดใหม่ และ วังเจ้าชีวิต ซึ่งตรงข้ามวังเจ้าชีวิตก็จะเป็นทางขึ้นพูสีเนินเขากลางเมืองอันเป็นที่ตั้งพระธาตพูสี และป้อมปืนทหารลาวในอดีต เลี้ยวไปทางขวาจะเจอกับไปรษณีย์ และเลยไปจะเป็นร้านกาแฟ JOMA แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้ไปลิ้มลองกาแฟของที่นี่เลย แต่จะบอกทีหลังว่าไปกินกาแฟที่ไหน ที่พูดเรื่องนี้คือว่าถ้าใครมาเมืองนี้ แล้วอยากได้ที่พักถูก บอกสามล้อให้มาส่ง ไปรษณีย์ แล้วเลือกหาเลยครับ แถบนี้จะเป็นเกสต์เฮ้าราคาถูก แต่อยากได้หรู ต้องโซนนักท่องเที่ยวมีตัง คือเลยวังเจ้าชีวิตไป และส่วนตรงริมน้ำโขงและริมน้ำคานครับ เมืองนี้มีสองแม่น้ำครับ โดยทั้งสองมาบรรจบกันตรงที่ตั้งวัดเชียงทองครับ

กลับมาต่อ กลิ่นไก่ย่าง หมูย่าง โชยมาหอมหวลอย่างยิ่ง ยิ่งเดินไปในตลาดตรงตรอกเล็กแล้วเจอร้านก๋วเตี๋ยว ซึ่งที่นี่จะเรียกเฝอ และสุดท้ายผมก็ปันใจจากไก่ย่าง มาเสียตัวให้กับเฝอราคา เจ็ดพันกีบจนได้ ตรงข้ามร้านเฝอจะเป็น บุฟเฟ่มังสะวิรัตครับ ห้าพันกีบเท่านั้นเอง หลังจากอิ่มหนำสำราญ ก็เริ่มสักเกตได้ว่าตลาดนี้เป็นตลาดค่ำหลักของที่นี่ คนมาซื้อของกินกันที่นี่ ไม่ใช่มีแต่นักท่องเที่ยว แหมเราก็ทำตัวกลมกลืนไปเลย เพราะว่าหน้าอินเตอร์อย่างเราไปไหนก็กลมกลืน อิอิอิ และก็เพิ่งสักเกตุการพูดการจาของคนที่นี่ ที่ไม่ค่อยเหมือนที่ไหนในลาว เป็นภาษาลาวที่มีการผสมคำพูดคำเมืองเหมือนทางเหนือเมืองไทย แต่ไหง๋สำเนียงออกทองแดงเหมือนคนใต้ซะงั้น ทีนี้ได้ทีเลย หัดเรียนภาษาลาวสำเนียงใต้ให้กลมกลืนเลย อิ่มแล้วทำอะไรต่อดีนะเรา เอาล่ะ เดินเล่นดีกว่า บนถนนสายหลักสายหนึ่งของเมือง เมืองเล็กครับ ถึงไม่เล็กมากแต่ก็ไม่ใหญ่มากจนทำให้เราหลงทางไปไกลได้ ผ่านวันใหม่ ผ่านวังเจ้าชีวิต ก็จะเจอ ตลาดมืด สไตล์คล้ายไนท์บาซ่าที่เชียงใหม่ครับ ปิดถนนตั้งร้านค้าเลยครับ ตรงนี้กลางคืนเป็นตลาดมืด แต่ตอนเช้าจะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเช้าเลยครับ เดินเล่นรอบแล้ว ถ่ายรูปมานิดหน่อย เดินกลับมาผ่านร้านอาหาร บาร์ ริมถนนที่มีแต่นักท่องเที่ยวแต่ผมก็ไม่รู้สึกว่าอยากไปนั่งดืม ดูผู้คนเพราะว่าอาจจะเหนื่อยจากการเดินทาง ผมก็เดินกลับมาเกสต์เฮ้า โดยที่ซื้อลูกเดือย ที่คนที่นี่นั่งแทะกันอย่างเมามันส์ ทุกร้าน ผู้คนมากมายนั่งแทะกันครับ ลูกเดือนสดที่ไม่ได้เอาออกจากรวง ต้มให้สุกและนั่งแทะเหมือนกับเม็ดแตงโมบ้านเราครับ ลูกเดือนจะมีเป็นเม็ดรวงคล้ายๆข้าวครับ แทะไปเพลินดี ซื้อมาสามมัด แทะหมดไปมัดนึกก็เหนื่อย สรุปอีกสองมัดต้องทิ้งเสียดายครับ ถึงจะไม่แพงแต่ก็ไม่อยากกินทิ้งกินขว้างแบบนี้ครับ

เช้าอีกวัน ตอนแรกว่าจะออกไปดูเค้าใส่บาตรกันแต่ก็ขี้เกียจครับ ตื่นมาแล้วก็หลับต่อ ตื่นอีกทีก็เช้าแล้วครับ เดินออกมาเจอเจ้าของเกสต์เฮ้า เลยแนะนำให้ไปกินกาแฟ ร้านกาแฟประชานิยมที่คนลาว คนไทยที่มาเที่ยวจะมานั่งกินกาแฟกัน เป็นร้านกาแฟโบราณ เหมือนตามต่างจังหวัด เป็นสภากาแฟ ที่เราไปนั่งกินกาแฟ แล้วนั่งคุยกันไป เจอพี่คนไทยที่มาเที่ยวหลายคนครับ กาแฟที่นี่สีเข้มครับ เข้มข้นมาก เวลาชงให้คนไทยเค้าจะใส่นมและครีมเทียมด้วยเพื่อไม่ให้สีเข้มจนเกินไป แต่ว่าผมว่าถ้าไม่ใส่ครีมเทียมแต่ใส่นมข้นอย่างเดียวน่าจะอร่อยกว่า แต่ที่แปลกใจไม่ใช่ตรงนี้ครับ แต่เป็นกาแฟที่สีเข้มมากๆ แต่ว่ามันไม่ขมครับ มันรสชาดกาแฟที่กลมกล่อมเลยทีเดียว คราวหน้าไปอีกคงต้องซื้อกลับมาชงกินบ้างแล้ว กินกับขนมคู่ หรือปลาท่องโก๋บ้านเรานั่นเอง หลังจากอิ่มอร่อยกับกาแฟและขนมคู่แล้วก็ออกเดินตลาดเช้าครับ เป็นพญาน้อยชมตลาดเลย ปิดถนนทำตลาดอีกเหมือนกัน ถนนเล็กเริ่มจากตรงที่เป็นตลาดขายของกินกลางคืน ทะลุถนนสายรองไปเรื่อย มีทั้งเปิดขายหน้าบ้านกับเป็นแบบที่มีกันในเมืองแม่ฮ่องสอนบ้านเราก็ปูผ้าขายกันเลยครับ มีขายทุกอย่างครับ แต่ที่น่าสนใจ คือที่นี่ปลาแพงกว่าหมู กับ ไก่อีก ทั้งที่เป็นปลาจากน้ำโขง อาจจะเป็นเพราะว่าคนไม่นิยมจับปลากันครับ ไก่ที่นี่ก็ขายก้นเป็นๆเลยครับ ต้องเอากลับไปทำเองที่บ้าน หลังจากเป็นพญาน้อยชมตลาดได้สักพัก ก็คิดว่าจะไปดูวัดละเดินไปเรื่อยๆครับ อยู่ที่นี่ผมเดินเลยครับ ขี่จักรยานไม่ค่อยสะดวกเนื่องจากอยู่คนละด้านกับบ้านเรา เค้าขี่ชิดขวากันครับ อีกอย่างอยากได้บรรยากาศบ้านเมือง เลยเดินดูไปเรื่อยๆครับ เดินไปวัดเชียงทอง วัดเก่าแก่ของที่นี่ครับ สวยงามมาก ถึงจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่ด้วยศิลปะในแบบหลวงพระบางเอง ภาพวาดด้านในโบสถ์ หรือความร่มรื่นของวัดทำให้ใจสงบได้ครับ แต่ว่าเสียค่าเข้าแพงจัง ตั้ง ซาวพันกีบ หรือ สองหมื่นกีบ ประมาณ 80 บาทแน่ะ ครั้งนี้ผมเที่ยวเมืองหลวงพระบางไม่ครบจริงๆ เดินเล่นในวัด เดินไปโรงเมี้ยนโกศ คือโรงเก็บพระโกศของเจ้าชีวิต ที่เป็นผลงานศิลปะของเพียตัน ศิลปินแห่งชาติลาวครับ

ตอนบ่ายก็เดินเล่นรอบเมือง ชมผู้คนเดินไปมา นั่งกินกาแฟตอนบ่าย ตกบ่ายแก่ๆเดินขึ้นพูสี ครับ ฮิลล์กลางเมืองเลย บ้างบนจะมีพระธาตุพูสีครับ กว่าจะเดินขึ้นไปเหนื่อยเหมือนกัน ดูไม่สูงแต่เดินขึ้นไป ทำเอาหอบเลยล่ะ ก่อนอื่นถึงแล้วก็ต้องไปกราบพระก่อนครับ ข้างบนจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ครับ บนนี้มีธงชาติลาวและป้อมปืนครับ เมื่อครั้งที่ประเทศลาวอยู่ในความไม่สงบ บนนี้ที่นี่ทหารใช้ดูรอบเมืองครับ เพราะว่าเราสามารถเห็นวิวได้รอบเมือง วิวแม่น้ำโขง วิวแม่น้ำคาน วิวสนามบินครับผมได้นั่งชมบรรยากาศกับได้สนธนากับเณรที่ท่านมานั่งสงบจิตที่ด้านบนนี้ พอพระอาทิตย์คล้อยแต่ก็ยังไม่ตกดินผมก็เดินลงมาครับ กลับไปกสต์เฮ้า พอดีเจอกับน้องคนไทยกลุ่มนึง สี่สาวที่นั่งเรือช้ามาจากเชียงของครับ ทรหดมากครับ ตอนแรกนี้จบไว้ตรงนี้แล้วกันครับ

**** ไว้มาต่อกันนะครับ ตอนสองมาเร็วๆนี้