Traveling

Where is collect my journey

Name:
Location: Bangkok, Thailand

I'm Thai live and working in Bangkok

Wednesday, October 17, 2007

ลาวทริป - กรุงเทพเวียงจันทร์ ตอนที่ 1


กว่าจะได้เริ่มเขียน ก็ผ่านไปหลายวันหลังจากกลับมาจากเที่ยวลาว คราวนี้เดินทางคนเดียวเหมือนเคย แต่ว่าที่ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมาคือครั้งนี้ตั้งงบไว้น้อยและเดินทางกับรถซะส่วนใหญ่ การเดินทางครั้งนี้ จากกรุงเทพ เวียงจันทร์ วังเวียง ถึงหลวงพระบาง จนกลับถึงกรุงเทพ หมดไปทั้งสิ้น 6000 บาทเท่านั้นเอง เป็นการเที่ยวต่างประเทศที่ถูกมากๆ

ไม่ได้วางแผนอะไรมากเหมือนเคย จองโรงแรมที่เวียงจันทร์ไว้ ที่เหลือไปหาเอาข้างหน้า ออกจากกรุงเทพโดยรถไฟ กรุงเทพหนองคาย ขบวนที่ 77 ออกจากกรุงเทพเวลา 18.30 นั่นคือเวลาหน้าตั๋ว แต่หลังจากที่ไปนั่งรอขึ้นรถก็ได้รับการประกาศให้ทราบว่าวันนี้ขบวนรถจะล่าช้า เนื่องจากติดขบวนเสด็จที่ยมราช

ในที่สุดก็ได้เดินทางออกจากกรุงเทพ รถปรับอากาศชั้นสอง แต่ได้ที่นั่งข้างช่องระบายอากาศของเครื่องรถดีเซลราง ทำให้เสียงดังมากๆ แถมกลางคืนแอร์เสียอีกต่างหาก เป็นการเดินทางที่ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่เอานะยังไงก็มาถึงหนองคายในตอนตีห้ากว่าๆได้

ตามโปรแกรมที่วางไว้คือจะนั่งรถระหว่างประเทศจากหนองคายซึ่งเที่ยวแรกออกจากบขส 7.30 หลังจากนั่งรอจน 7.00 ก็ขายตั๋วเที่ยวนี้คนเกือบเต็มคันรถ ทั้งไทยและลาว ซึ่งหน้าตาเหมือนกันแถมคนลาวพูดไทยชัดมากๆ ลาวเป็นประเทศที่คนไทยไปแล้วใช้ภาษาไทยได้เลย เนื่องจากคนลาวฟังภาษาไทยรู้เรื่องและดูละครจากประเทศไทย

หลังจากผ่านการตรวจ ลงตราในหนังสือเดินทาง เราก็เดินทางมาถึงเวียงจันทร์ในเวลาประมาณเกือบๆสิบโมง ที่ขนส่งของประเทศลาวที่อยู่ตรงข้ามตลาดเช้า หรือตลาดขายของเครื่องใชไฟฟ้า ตอนนี้มีตลาดเช้ามอลที่ติดแอร์ สี่ชั้น มีขายของสาระพัด ผมเลือกที่จะเดินไปที่ มะลิน้ำพุเกสต์เฮ้า ผมเคยมาพักที่นี่แล้ว เดินไม่ไกลมาก เพื่อเป็นการประหยัด ผมเดินจากตลาดเช้าพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าและกระเป๋ากล้องที่หนักเอาการเลยทีเดียว

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยผมก็แบกกระเป๋ากล้องออกมาหาอะไรกิน ผ่านหน้าร้าน JOMA ก็ไปสั่ง Waffle and hot Mocca มา แต่ครั้งนี้รสชาดกาแฟไม่ประทับใจเหมือนคราวก่อนที่มา เพราะว่ากาแฟออกขมมากเกินควร หรือว่ารสนิยมการกินของผมเปลี่ยนไปก็มิทราบ แต่บรรยากาศร้านยังน่านั่งเหมือนเดิม

เดินไปที่ตลาดเช้าอีกรอบหวังว่าจะซื้อซิมมือถือของลาว แต่หลังจากนั่งตัดสินใจแล้วก็คิดว่าใช้โรมมิ่งมาเหมือนเดิมดีกว่า เพราะว่าไม่ค่อยได้โทรอะไรมาก แถมในเวียงจันทร์ แค่เดินไปริมโขงก็รับสัญญาณดีแทคจากเมืองไทยได้เป็นปรกติ เลยเดินไปดูวัดสีสะเกด วัดเก่าแก่ในเวียงจันทร์ วัดสีสะเกด เป็นวัดในเวียงจันทร์ที่ไม่เคยได้รับผลกระทบจากสงครามไม่ว่าครั้งไหนที่เกิดขึ้นในแผ่นดินลาว เป็นวัดที่น่าสนใจ เข้าไปไหว้พระในวิหาร และถ่ายรูปรอบๆ ปรากฏว่าฝนตกครับ ไม่หนักมาก แต่ก็ทำให้เปียกได้ ผมเลยเดินอยู่แต่ในอาคารรอบๆพระวิหาร หรือที่คนลาวเรียก สิม ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ ฝนหยุด ก็เดินรอบๆวัด เป็นวัดเล็กที่มีสเน่ห์ เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

วิหาร หรือ สิม ของวัด เป็นที่ประดิษฐาน พระประธาน ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปไหว้ขอพรให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปโดยสวัสดิภาพ

หลังจากนั้น ผมก็เดินข้ามฝั่งไปฝั่งตรงข้ามของวัดสีสะเกด ซึ่งก็คือหอพระแก้ว ที่อยู่ติดกับ หอคำหรือ ทำเนียบประธานาธิบดี ที่ไม่อนุญาติให้เข้า แต่หอพระแก้วทุกวันนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้าไปดูได้ เสียค่าเข้าชม 5000 กีบสำหรับคนต่างชาติ และ 2000 สำหรับคนลาว ซึ่งที่วัดสีสะเกิดที่ได้เข้าไปชมก่อนหน้านี้ก็เสียในอัตราเดียวกัน เดินผ่ารประตู ถ่ายรูปด้านนอกของหอพระแก้วได้สองสามรูปก็ว่าเดินเข้าไปดูด้านในดีกว่า เมื่อเดินผ่านประตูด้านในเข้าไปในหอพระแก้วเท่านั้น ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักมากๆ ภายในหอพระแก้วไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปนะครับ

หอพระแก้ว เป็นหอพระที่ในสมัยที่เมืองลาวยังมีกษัตรย์ปกครองได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ซึ่งก็คือองค์เดียวกับที่วัดพระแก้วที่กรุงเทพนั่นเอง เมื่อได้อัญเชิญพระแก้วมาอยู่ที่เมืองไทย หอพระแก้วนี้ก็ถูกปิดตายจนกระทั่งมีการยกให้กับรัฐบาลและเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ในเวลาต่อมา

หลังจากที่ได้ไปชมด้านใน ไหว้พระ และ ดูโบราณวัตถุต่างๆแล้ว เดินออกมาข้างนอก แต่ฝนยังไม่หยุดครับ เป็นฝนที่ตกหนักมาก แต่ตั้งแต่มาเหยียบแผ่นดินลาวแล้ว วันนี้ท้องฟ้าปิดและครึ้มตั้งแต่สายๆแล้วเดินถ่ายรูปรอบๆหอพระแก้ว ซึ่งดูรูปได้จาก Album ที่ได้โหลดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ประเทศลาว เป็นประเทศที่มีนับถือเรื่องพญานาคดังนั้นราวบันได หรือ ซุ้มประตูจะมีพญานาคอยู่ ซึ่งต่างจากเขมรที่เป็นสิง

หลังจากรอฝนหยุดตก ก็ตัดสินใจกลับไปนอนที่เกสต์เฮ้าซึ่งเป็นการพักผ่อนจากการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ตื่นมาอีกทีตอนเย็น เดินออกมาจากเกสต์เฮ้าได้สักพัก ฝนก็ตกอีก เลยต้องเดินลุยฝนมาหาข้าวกินที่ร้านอาหารเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง ซึ่งตอนแรกว่าจะหาอะไรกินริมน้ำ ชิว ชิว แต่ฝนดันตกลงมาซะได้ กินตำหมากฮุ่งกับลาบซึ่งไม่เหมือนลาบบ้านเราแต่เหมือนยำซะมากกว่ากับข้าวเหนียวและเบียร์ลาว จ่ายไปทั้งหมดก็ 38000 กีครับ ครั้งนี้แลกได้ 281 กีบ ต่อหนึ่งบาทครับ ดังนั้นมือนี้เสียไปร้อยกว่าบาทครับ หลังจากนั้นก็เดินลุยฝนกลับที่พักนอนดูทีวีดีกว่า

หมดไปหนึ่งวัน แต่มันคือวันหยุด ไม่อยากกะเกณฑ์อะไรมาก ไม่อยากต้องมีโปรแกรมยาวเหยียด ไม่อยากต้องมีกิจกรรมทำตลอด วันหยุดคือวันพักผ่อนนอนเล่น ไว้จะมาเล่าต่อในวัดถัดมา หรือวันที่สองในแผ่นดินลาว แล้วมาติดตามกันต่อนะครับ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home