Traveling

Where is collect my journey

Name:
Location: Bangkok, Thailand

I'm Thai live and working in Bangkok

Sunday, November 11, 2007

ลาวทริป – ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ Part I

ลาวทริป ตอนที่สี่ หลวงพระบาง ຫລວງພະບາງ Part I

และแล้วก็มาถึงหลวงพระบางครับ หลังจากนั่งเมื่อยอยู่ในรถนานกว่าเจ็ดชั่วโมงครับ แต่ก่อนที่จะไปเที่ยวกันต่อ อยากเอาประวัติเมืองหลวงพระบางแห่งนี้ที่หาได้จากทางอินเตอร์เน็ทมาให้อ่านกันนะครับ

จากเวบไซด์ http://th.wikipedia.org/wiki/หลวงพระบาง

เมืองหลวงพระบาง (Louangphabang; ลาว) เป็นเมืองเอกของแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน เป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วย

[แก้] ประวัติศาสตร์

หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักร ซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่าเมืองชวา และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอ ซึ่งถือเป็น ปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองชวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทอง

เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896 - พ.ศ. 1916) เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเสียมเรียบ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรขึ้น ต่อมาในสมัยพระโพธิสารราชเจ้าพระองค์ได้อาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำ ขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่า หลวงพระบาง นับแต่นั้นมา

เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองที่ทางองค์การยูเนสโก ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองที่รักษาวัฒนธรรมอันดีแต่เก่าก่อนไว้ได้อย่างงดงาม สามารถหาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับมรดกโลกที่ทางองค์กรยูเนสโก ได้มอบให้กับหลวงพระบาง http://whc.unesco.org/pg.cfm?cid=31&id_site=479

ก่อนที่จะกลายเป็นเอกสารทางวิชาการหรือตำราเรียนไป กลับมาครับ ปัจจุบันนี้เมืองหลวงพระบาง ไม่ต้องเดินเจ็ดวัน หรือนั่งรถข้ามวันข้ามคืนเหมือนที่ผมอ่านจากหนังสือเรื่อง หลวงพระบางหัวใจของล้านช้างที่เรียบเรียงโดย ธีรภาพ โลหิตกุล ที่เป็นการรวมรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับหลวงพระบางจากนักเขียนสารคดีชื่อก้องครับ ใครไม่เคยอ่าน แนะนำให้ไปซื้อครับ ราคา 240 บาทกับเรื่องราวอันน่าสนใจของเมืองเมืองนี้ จากปากของผู้มีประสบการณ์ที่มาเยือนเมืองนี้

นั่งเครื่องสายการบินลาว จากกรุงเทพ หรือ นั่งจากเชียงใหม่ หรือ จะนั่งจากเวียงจันทร์ เป็นการเดินทางที่สะดวกสะบาย อีกทั้งจากเมืองไทย มีสายการบินบางกอกแอร์เวย์บินทุกวันจากกรุงเทพ หลวงพระบาง หรือนั่งรถจากเวียงจันทร์ไปก็ประมาณ สิบชั่วโมงอีกทั้งเป็นรถแอร์ ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

จากวังเวียง เจ็ดชั่วโมงกว่ากับการนั่งบนรถบัสที่พอขึ้นเขาก็ต้องปิดแอร์ แต่อากาศบนเขานั้นหาได้ร้อนไม่ รถก็เคลื่อนมาจอดที่สถานีขนส่งหลวงพระบาง ซึ่งห่างออกจากตัวเมืองมาหน่อย ลงจากรถบัส ก็มีคนมาคอยเสนอเกสต์เฮ้าถึงที่เลยครับ เยอะแยะมาก เมืองเมืองนี้มีเกสต์เฮ้าแทบทุกถนนเลยครับ แต่ไม่ทราบว่าหน้าหนาว อันเป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศมานั้นจะทำให้เต็มได้หรือเปล่า ผมเลือกที่จะมาเดินหา วงค์จำปาเกสต์เฮ้าที่ผมหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ท จากขนส่งเลือกที่จะนั่งสามล้อมาในเมือง โดยบอกคนขับว่าจะไปที่ไหน แต่และแล้ว คนขับก็เอาผมมาปล่อยแถวๆริมน้ำโขง ไม่ไกลจากตลาดมืดสักเท่าไหร่ แต่มันไม่ใกล้ท่าเรือช้านัก หลังจากลงรถ ก็ผ่านเกสต์เฮ้าน่าสนใจหลายที่ แต่เนื่องจาก ธิฐิอันแรงกล้าของผม ทำให้ผมเดินเหงื่อตก ตามโดยที่มีอยู่ อันมีข้อมูลไม่มาก จากท่าเรือช้า เดินไปทางขวาประมาณสามร้อยเมตร จะเจออยู่ในตรอกเล็กๆเดินไปเลยครับ เดินไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เจอพี่เจ้าของที่เดินมาเรียกแขกพอดีเลยครับ เมื่อกี้ลืมบอกไปว่าเสียค่ารถไป สิบพันกีบครับ ประมาณสี่สิบบาทครับ

ที่พักที่นี่คืนละ ห้าสิบพันกีบครับ ห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่นและพัดลมให้ครับ บรรยากาศเกสต์เฮ้าเป็นกันเองดีครับ ผมเลือกที่จะนอนที่นี่ กลางคืนเปิดพัดลม แล้วต้องห่มผ้าเพราะว่าลมเย็นเริ่มมีแล้วครับสำหรับหลวงพระบางในเดือนตุลาคม ห้าโมงกว่า อากาศเริ่มเย็น พระอาทิตย์กลับบ้านนอนแล้ว หลังจากอาบน้ำ ปะแป้งแต่งหล่อเป็นที่พอใจแล้วก็เดินออกมาสำรวจเมืองครับ มาเจอตลาดของกินยามค่ำ จริงๆตรงนี้ก็เป็นตลาดตอนเช้าด้วยแหละครับ บรรยากาศเหมือนตลาดนัดตามต่างจังหวัดบ้านเราเลยครับ ตามไปดูรูปที่แกลลอรี่ผมได้นะครับ ตรงนี้ผมจงใจที่จะไม่เพิ่มรูปเข้าไป แต่อยากให้จินตนาการเอาครับ ขายกันริมถนนเลยครับ ใกล้กับไปรษณีย์ ก่อนไปต่อเบรคอารมย์สักนิดก่อนมั้ย ก่อนที่จะเมากลิ่นไก่ย่างในตลาดแห่งนี้

ตรงสี่แยกนี้ หันหลังให้กับแม่น้ำของหรือแม่น้ำโขงนั่นเอง มุ่งหน้าไปจะไปเจออีกแยก ทางซ้ายไปจะเจอวัดใหม่ และ วังเจ้าชีวิต ซึ่งตรงข้ามวังเจ้าชีวิตก็จะเป็นทางขึ้นพูสีเนินเขากลางเมืองอันเป็นที่ตั้งพระธาตพูสี และป้อมปืนทหารลาวในอดีต เลี้ยวไปทางขวาจะเจอกับไปรษณีย์ และเลยไปจะเป็นร้านกาแฟ JOMA แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้ไปลิ้มลองกาแฟของที่นี่เลย แต่จะบอกทีหลังว่าไปกินกาแฟที่ไหน ที่พูดเรื่องนี้คือว่าถ้าใครมาเมืองนี้ แล้วอยากได้ที่พักถูก บอกสามล้อให้มาส่ง ไปรษณีย์ แล้วเลือกหาเลยครับ แถบนี้จะเป็นเกสต์เฮ้าราคาถูก แต่อยากได้หรู ต้องโซนนักท่องเที่ยวมีตัง คือเลยวังเจ้าชีวิตไป และส่วนตรงริมน้ำโขงและริมน้ำคานครับ เมืองนี้มีสองแม่น้ำครับ โดยทั้งสองมาบรรจบกันตรงที่ตั้งวัดเชียงทองครับ

กลับมาต่อ กลิ่นไก่ย่าง หมูย่าง โชยมาหอมหวลอย่างยิ่ง ยิ่งเดินไปในตลาดตรงตรอกเล็กแล้วเจอร้านก๋วเตี๋ยว ซึ่งที่นี่จะเรียกเฝอ และสุดท้ายผมก็ปันใจจากไก่ย่าง มาเสียตัวให้กับเฝอราคา เจ็ดพันกีบจนได้ ตรงข้ามร้านเฝอจะเป็น บุฟเฟ่มังสะวิรัตครับ ห้าพันกีบเท่านั้นเอง หลังจากอิ่มหนำสำราญ ก็เริ่มสักเกตได้ว่าตลาดนี้เป็นตลาดค่ำหลักของที่นี่ คนมาซื้อของกินกันที่นี่ ไม่ใช่มีแต่นักท่องเที่ยว แหมเราก็ทำตัวกลมกลืนไปเลย เพราะว่าหน้าอินเตอร์อย่างเราไปไหนก็กลมกลืน อิอิอิ และก็เพิ่งสักเกตุการพูดการจาของคนที่นี่ ที่ไม่ค่อยเหมือนที่ไหนในลาว เป็นภาษาลาวที่มีการผสมคำพูดคำเมืองเหมือนทางเหนือเมืองไทย แต่ไหง๋สำเนียงออกทองแดงเหมือนคนใต้ซะงั้น ทีนี้ได้ทีเลย หัดเรียนภาษาลาวสำเนียงใต้ให้กลมกลืนเลย อิ่มแล้วทำอะไรต่อดีนะเรา เอาล่ะ เดินเล่นดีกว่า บนถนนสายหลักสายหนึ่งของเมือง เมืองเล็กครับ ถึงไม่เล็กมากแต่ก็ไม่ใหญ่มากจนทำให้เราหลงทางไปไกลได้ ผ่านวันใหม่ ผ่านวังเจ้าชีวิต ก็จะเจอ ตลาดมืด สไตล์คล้ายไนท์บาซ่าที่เชียงใหม่ครับ ปิดถนนตั้งร้านค้าเลยครับ ตรงนี้กลางคืนเป็นตลาดมืด แต่ตอนเช้าจะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเช้าเลยครับ เดินเล่นรอบแล้ว ถ่ายรูปมานิดหน่อย เดินกลับมาผ่านร้านอาหาร บาร์ ริมถนนที่มีแต่นักท่องเที่ยวแต่ผมก็ไม่รู้สึกว่าอยากไปนั่งดืม ดูผู้คนเพราะว่าอาจจะเหนื่อยจากการเดินทาง ผมก็เดินกลับมาเกสต์เฮ้า โดยที่ซื้อลูกเดือย ที่คนที่นี่นั่งแทะกันอย่างเมามันส์ ทุกร้าน ผู้คนมากมายนั่งแทะกันครับ ลูกเดือนสดที่ไม่ได้เอาออกจากรวง ต้มให้สุกและนั่งแทะเหมือนกับเม็ดแตงโมบ้านเราครับ ลูกเดือนจะมีเป็นเม็ดรวงคล้ายๆข้าวครับ แทะไปเพลินดี ซื้อมาสามมัด แทะหมดไปมัดนึกก็เหนื่อย สรุปอีกสองมัดต้องทิ้งเสียดายครับ ถึงจะไม่แพงแต่ก็ไม่อยากกินทิ้งกินขว้างแบบนี้ครับ

เช้าอีกวัน ตอนแรกว่าจะออกไปดูเค้าใส่บาตรกันแต่ก็ขี้เกียจครับ ตื่นมาแล้วก็หลับต่อ ตื่นอีกทีก็เช้าแล้วครับ เดินออกมาเจอเจ้าของเกสต์เฮ้า เลยแนะนำให้ไปกินกาแฟ ร้านกาแฟประชานิยมที่คนลาว คนไทยที่มาเที่ยวจะมานั่งกินกาแฟกัน เป็นร้านกาแฟโบราณ เหมือนตามต่างจังหวัด เป็นสภากาแฟ ที่เราไปนั่งกินกาแฟ แล้วนั่งคุยกันไป เจอพี่คนไทยที่มาเที่ยวหลายคนครับ กาแฟที่นี่สีเข้มครับ เข้มข้นมาก เวลาชงให้คนไทยเค้าจะใส่นมและครีมเทียมด้วยเพื่อไม่ให้สีเข้มจนเกินไป แต่ว่าผมว่าถ้าไม่ใส่ครีมเทียมแต่ใส่นมข้นอย่างเดียวน่าจะอร่อยกว่า แต่ที่แปลกใจไม่ใช่ตรงนี้ครับ แต่เป็นกาแฟที่สีเข้มมากๆ แต่ว่ามันไม่ขมครับ มันรสชาดกาแฟที่กลมกล่อมเลยทีเดียว คราวหน้าไปอีกคงต้องซื้อกลับมาชงกินบ้างแล้ว กินกับขนมคู่ หรือปลาท่องโก๋บ้านเรานั่นเอง หลังจากอิ่มอร่อยกับกาแฟและขนมคู่แล้วก็ออกเดินตลาดเช้าครับ เป็นพญาน้อยชมตลาดเลย ปิดถนนทำตลาดอีกเหมือนกัน ถนนเล็กเริ่มจากตรงที่เป็นตลาดขายของกินกลางคืน ทะลุถนนสายรองไปเรื่อย มีทั้งเปิดขายหน้าบ้านกับเป็นแบบที่มีกันในเมืองแม่ฮ่องสอนบ้านเราก็ปูผ้าขายกันเลยครับ มีขายทุกอย่างครับ แต่ที่น่าสนใจ คือที่นี่ปลาแพงกว่าหมู กับ ไก่อีก ทั้งที่เป็นปลาจากน้ำโขง อาจจะเป็นเพราะว่าคนไม่นิยมจับปลากันครับ ไก่ที่นี่ก็ขายก้นเป็นๆเลยครับ ต้องเอากลับไปทำเองที่บ้าน หลังจากเป็นพญาน้อยชมตลาดได้สักพัก ก็คิดว่าจะไปดูวัดละเดินไปเรื่อยๆครับ อยู่ที่นี่ผมเดินเลยครับ ขี่จักรยานไม่ค่อยสะดวกเนื่องจากอยู่คนละด้านกับบ้านเรา เค้าขี่ชิดขวากันครับ อีกอย่างอยากได้บรรยากาศบ้านเมือง เลยเดินดูไปเรื่อยๆครับ เดินไปวัดเชียงทอง วัดเก่าแก่ของที่นี่ครับ สวยงามมาก ถึงจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่ด้วยศิลปะในแบบหลวงพระบางเอง ภาพวาดด้านในโบสถ์ หรือความร่มรื่นของวัดทำให้ใจสงบได้ครับ แต่ว่าเสียค่าเข้าแพงจัง ตั้ง ซาวพันกีบ หรือ สองหมื่นกีบ ประมาณ 80 บาทแน่ะ ครั้งนี้ผมเที่ยวเมืองหลวงพระบางไม่ครบจริงๆ เดินเล่นในวัด เดินไปโรงเมี้ยนโกศ คือโรงเก็บพระโกศของเจ้าชีวิต ที่เป็นผลงานศิลปะของเพียตัน ศิลปินแห่งชาติลาวครับ

ตอนบ่ายก็เดินเล่นรอบเมือง ชมผู้คนเดินไปมา นั่งกินกาแฟตอนบ่าย ตกบ่ายแก่ๆเดินขึ้นพูสี ครับ ฮิลล์กลางเมืองเลย บ้างบนจะมีพระธาตุพูสีครับ กว่าจะเดินขึ้นไปเหนื่อยเหมือนกัน ดูไม่สูงแต่เดินขึ้นไป ทำเอาหอบเลยล่ะ ก่อนอื่นถึงแล้วก็ต้องไปกราบพระก่อนครับ ข้างบนจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ครับ บนนี้มีธงชาติลาวและป้อมปืนครับ เมื่อครั้งที่ประเทศลาวอยู่ในความไม่สงบ บนนี้ที่นี่ทหารใช้ดูรอบเมืองครับ เพราะว่าเราสามารถเห็นวิวได้รอบเมือง วิวแม่น้ำโขง วิวแม่น้ำคาน วิวสนามบินครับผมได้นั่งชมบรรยากาศกับได้สนธนากับเณรที่ท่านมานั่งสงบจิตที่ด้านบนนี้ พอพระอาทิตย์คล้อยแต่ก็ยังไม่ตกดินผมก็เดินลงมาครับ กลับไปกสต์เฮ้า พอดีเจอกับน้องคนไทยกลุ่มนึง สี่สาวที่นั่งเรือช้ามาจากเชียงของครับ ทรหดมากครับ ตอนแรกนี้จบไว้ตรงนี้แล้วกันครับ

**** ไว้มาต่อกันนะครับ ตอนสองมาเร็วๆนี้

0 Comments:

Post a Comment

<< Home